บทที่ 6 ฟังอีสานไม่รู้เรื่อง

“อื้อ...”

มะปรางพยายามจะซุกหน้าลงกับหมอนหนุน ดึงผ้าห่มผืนบางขึ้นมาคลุมโปง

ปั้ก! ปั้ก! ปั้ก!

เสียงไม้กวาดทางมะพร้าวดังระรัวอยู่ตรงหัวเตียง มะปรางสะดุ้งตัวโย่ง สะบัดผ้าห่มออกด้วยความหงุดหงิด นนท์ยื่นหน้าแป้นแล้นเข้ามาทางช่องประตูที่เปิดแง้มไว้ ในมือถือไม้กวาดทางมะพร้าวด้ามยาว

“ตื่นได้แล้วพี่ปราง! พ่อครูสั่งให้มาปลุก”

“นี่มันพึ่งกี่โมงเนี่ย!” มะปรางโวยวาย พลางยกมือขึ้นขยี้ตา ยันกายลุกขึ้นนั่งบนเตียงไม้ “ฟ้ายังไม่ทันสว่างดีเลย!”

“หกโมงเช้าแล้วครับพี่!” นนท์ทำหน้าจริงจัง “พ่อครูบอกว่า คนอาศัยเรือนท่าน ต้องรู้จักตื่นก่อนพระอาทิตย์ขึ้น ตื่นมาตักน้ำใส่โอ่ง กวาดลานบ้าน ถูเรือนไม้ แล้วก็ไปเตรียมเครื่องบายศรี พ่อครูรออยู่ใต้ถุนนู่นแล้ว”

มะปรางสูดหายใจเข้าลึก ๆ พยายามข่มอารมณ์กรุ่น ๆ ในอก ยอมก้าวขาลงจากเตียงด้วยความจำใจ

“เออ ๆ รู้แล้ว! ปลุกเหมือนบ้านจะไฟไหม้ไปได้!”

มะปรางก้าวฉับ ๆ ลงบันไดเรือนไทยมา ผมเผ้าระเซิงไม่ได้จัดทรง ร่างบางในชุดเสื้อยืดกางเกงวอร์มตัวยาวที่พ่อกับแม่เอาให้เมื่อคืนเดินตรงไปที่ลานดินใต้ถุนบ้าน ซึ่งมีถังน้ำใบใหญ่กับไม้กวาดทางมะพร้าววางรอไว้เรียบร้อยแล้ว

มะปรางหยิบไม้กวาดขึ้นมากวาดใบไม้แห้งบนพื้นพลางบ่นอุบอิบ “เป็นถึงหมอผีชื่อดัง แต่ดันไม่มีปัญญาจ้างแม่บ้าน! ให้คนกรุงเทพฯ อย่างฉัน มาทำงานตากแดดตากลม ผีก็ยังไล่ไม่ได้ ไม่รู้คนเขานับถืออะไรนักหนา!”

“เว้าหยังกู?” (พูดอะไรถึงกู?)

เสียงทุ้มต่ำติดห้าวดังขึ้นจากด้านหลัง มะปรางสะดุ้งสุดตัว หันขวับไปมองทันที พ่อหมออินทร์ในชุดกางเกงขาก๊วยสีเข้ม ร่างกายท่อนบนเปลือยเปล่าเผยให้เห็นรอยสักยันต์ เขากำลังยกถังน้ำพลาสติกขนาดใหญ่ด้วยมือเดียวเพื่อนำไปเทใส่โอ่ง

‘หมอผีเขาไม่มีเงินเสื้อใส่กันหรือไงนะ’

“ปะ...เปล่าสักหน่อย!” มะปรางทำตีหน้าซื่อ กวาดใบไม้ต่อ

“แค่ร้องเพลง!”

อินทร์วางถังน้ำลงกระทบพื้นเสียงดัง สายตามองกิริยาของหญิงสาวตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมายาว

“มึงอย่ามาแสร้งเฮ็ดเป็นกวาด นำทางไม้กวาดลากดินอยู่จั่งซั่น ใบไม้กะบ่ขยับจักใบ” (มึงอย่ามาเสแสร้งทำเป็นกวาด เอาด้ามไม้กวาดลากดินอยู่อย่างนั้น ใบไม้ก็ไม่ขยับสักใบ)

อินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงดุดัน “หน้าตาบ่ได้ซัก ขี้ตาเต็มตา รูปร่างซอมซ่อปานนี้ ผีบักเดชมันเห็น มันคงสิฮ้องไห้อาลัยมึงดอก” (หน้าตาก็ไม่ได้ล้าง ขี้ตาเต็มตา รูปร่างซอมซ่อขนาดนี้ ผีเดชมันเห็น มันคงร้องไห้เสียดายมึงหรอก)

มะปรางขมวดคิ้วเป็นปม หรี่ตามองคนตรงหน้าอย่างฉุนเฉียว

“พูดอะไร! ฟังไม่ออก!” มะปรางเชิดหน้าหนี แกล้งทำเป็นฟังไม่ออก

“ภาษาไทยกลางไม่มีพูดหรือไงคะ? หรือเป็นหมอผีแล้วพูดไทยปกติไม่ได้!”

อินทร์ขยับกายก้าวเข้ามาหา รังสีความกดดันขยายวงกว้างจนมะปรางแอบกลืนน้ำลายลงคอ

“มึงฟังบ่ออก หรือมึงแกล้งฟังบ่ฮู้เรื่อง?” (มึงฟังไม่ออก หรือมึงแกล้งฟังไม่เข้าใจ?) อินทร์ว่าพลางกอดอก

“เกิดอยู่นี่ โตอยู่นี่ ย้ายไปอยู่กรุงเทพฯ บ่กี่ปี เฮ็ดเป็นฟังภาษาบ้านเกิดบ่ออก กูบ่เชื่อ” (เกิดอยู่นี่ โตอยู่นี่ ย้ายไปอยู่กรุงเทพฯ ไม่กี่ปี ทำเป็นฟังภาษาบ้านเกิดไม่ออก กูไม่เชื่อ)

“ก็ฟังไม่ออกจริง ๆ นี่!” มะปรางลอยหน้าลอยตาเถียง

นนท์ที่ยืนแอบดูอยู่ข้างเสาเรือนถึงกับเอามือปิดปากขำ ไม่เคยมีใครกล้าเถียงพ่อครูอินทร์ลอยหน้าลอยตาขนาดนี้มาก่อน

อินทร์จ้องมองดวงตากลมโตที่จ้องสบตาเขาอย่างไม่ยอมแพ้ เขาแค่นหัวเราะในลำคอเบา ๆ สายตามีความรำคาญใจแกมเอ็นดู ก่อนจะยอมปรับน้ำเสียงและเปลี่ยนภาษา

“เออ... กูพูดภาษาไทยกับมึงก็ได้!” อินทร์เอ่ยเสียงขรึม

“กูบอกว่า... กวาดลานให้มันสะอาด!” อินทร์ชี้นิ้วลงที่พื้นดินข้างเท้าเธอ “ไม่ใช่เอาไม้กวาดไปเขี่ยดินเล่นเป็นเด็กประถม! กวาดกองรวมกันไว้ตรงนู้น แล้วไปตักน้ำใส่โอ่ง ชักช้าอยู่นั่นแหละ ถ้ายกถังน้ำไม่ไหว ก็เอากระป๋องเล็ก ๆ ตักเอา หรือว่าคนกรุงเทพฯ อย่างมึง แขนขาอ่อนแรงยกอะไรหนัก ๆ ไม่เป็น?”

“ใครบอกว่าทำไม่เป็น! แค่นี้สบายมาก!”

“เออ! ดี!” อินทร์แสยะยิ้มตรงมุมปาก

“งั้นกวาดตรงนี้เสร็จ ไปถูเรือนไทยข้างบนด้วย ถูด้วยผ้าเปียกเช็ดเสาให้สะอาดทุกต้น ถ้ากูเดินตรวจแล้วเห็นฝุ่นแม้แต่นิดเดียว มึงโดนกูสั่งกวาดลานบ้านรอบสองแน่”

“มันใช้แรงงานชัด ๆ!”

“มึงตกลงจะเป็นคนใช้กูเอง ปราง” อินทร์ก้าวเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นว่านยาและควันกำยานประจำกายชายหนุ่ม เขาก้มลงมากระซิบข้างหูเธอด้วยน้ำเสียงต่ำ “อยากให้กูช่วยไล่ผีผัวเก่า ก็ต้องแลกด้วยความเหนื่อยหน่อย... หรือมึงอยากจะกลับไปให้มันหลอกอีกดี?”

มะปรางขนลุกซู่ทันที เธอรีบขยับตัวห่างออกไปสามก้าว กำด้ามไม้กวาดแน่น

“รู้แล้วน่า! สั่งอยู่ได้!”

อินทร์ยืนมองหญิงสาวที่เริ่มตั้งหน้าตั้งตากวาดใบไม้แห้งอย่างจริงจัง แม้ปากจะยังขมุบขมิบบ่นเขาไม่หยุด เขายิ้มบาง ๆ ก่อนจะหันหลังเดินขึ้นเรือนไทยไป

“โห... พี่ปราง สุดยอด!” นนท์ยกนิ้วให้

“ผมอยู่นี่มาสามปี ไม่เคยเห็นพ่อครูยอมใครขนาดนี้เลยนะ”

“ไม่ต้องมาชมเลย” มะปรางปาดเหงื่อบนหน้าผาก

“หมอผีอะไร ใจร้ายชะมัด ทำหน้าเหมือนจะฆ่าใครตลอดเวลา! คนแบบนี้ใครได้เป็นผัวคงประสาทกินตายพอดี!”

“ระวังเถอะพี่...” นนท์ทำเสียงกระซิบกระซาบ “โบราณเขาว่ายิ่งเกลียดยิ่งได้กันนะ”

“บักนนท์! มึงมายกพานบายศรีขึ้นมาข้างบนเดี๋ยวนี้!” เสียงตะโกนของอินทร์ดังมาจากบนเรือนไทย

“ครับพ่อครู! ไปแล้วครับ!” นนท์รีบวิ่งขึ้นเรือนไปทันที

มะปรางมองตามหลังศิษย์เอกและพ่อหมอหนุ่มไปพลางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ แม้ร่างจะเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานบ้านที่ไม่เคยทำมาก่อน แต่ลึก ๆ ในใจกลับรู้สึกว่า... ความน่ากลัวของผีเดช เริ่มถูกแทนที่ด้วยความกวนประสาทของพ่อหมออินทร์ทีละน้อย

บทก่อนหน้า
บทถัดไป